การหลับฝัน บ่งบอกถึงสุขภาพของคุณได้

ความฝันบ่งบอกถึงสุขภาพได้

การหลับฝันจะเกิดขึ้นในขณะที่เราหลับลึก เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติที่ทุกคนควรจะมีในทุก ๆ ครั้งที่นอนหลับ เป็นช่วงที่ร่างกายกำลังพักผ่อนได้เต็มที่ หากใครนอนแล้วพบว่าตัวเองไม่เคยฝันเลยหรือการฝันทำให้รู้สึกเหนื่อยเมื่อตื่น รบกวนการนอน นี่ก็อาจเป็นสัญญาณเตือนความผิดปกติของร่างกาย แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่านอนหลับฝันแบบไหนดีหรือไม่ดี ด้านล่างนี้เราจะพาคุณไปทำความเข้าใจเกี่ยวกับการนอนหลับฝันที่บ่งบอกถึงสุขภาพของคุณกัน

การหลับฝันเกิดขึ้นได้อย่างไร

การหลับฝันเป็นการนอนหลับที่ปกติ โดยการนอนหลับแบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ การนอนหลับแบบไม่ฝันและการนอนหลับฝัน ในส่วนของการนอนหลับฝันจะเกิดขึ้นในช่วงที่เราหลับลึกมาก ๆ หรือระยะการนอนหลับ REM Sleep ซึ่งการนอนหลับแบบต่าง ๆ สมองจะกระตุ้นให้เกิดการหลั่งฮอร์โมนที่แตกต่างกันในขณะที่หลับอยู่

1. การนอนหลับแบบไม่ฝัน

จะอยู่ในระยะ Non-REM Sleep ในขณะที่เรานอนหลับสมองบางส่วนจะมีการทำงานที่เพิ่มขึ้น คือ ส่วนของ Median Preoptic Nucleus (MnPN) และส่วน Ventrolateral Preoptic Nucleus (VLPO) โดยสองส่วนนี้จะมีการหลั่งของสารสื่อประสาท GABA ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทที่ช่วยทำให้สมองผ่อนคลาย นอนหลับสบาย และไปสกัดกั้นการหลั่งของสารสื่อประสาทที่ทำให้เกิดการตื่นตัว

2. การนอนหลับฝัน

จะเป็นในระยะการนอนหลับในช่วง REM Sleep หรือการหลับที่ลึกขึ้น โดยในช่วงนี้สมองจะมีการหลั่งของสารสื่อประสาทตัวหนึ่งที่เรียกว่า Acetylcholine เป็นสารสื่อประสาทที่ทำให้เราตื่นตัว แต่พอสารนี้ถูกหลั่งผ่านทางสมองส่วนหน้าจะช่วยกระตุ้นให้มีการตื่นตัวในช่วง REM Sleep ทำให้เห็นภาพ และเกิดความฝัน ถึงแม้ว่าสมองจะถูกกระตุ้นในช่วงนี้ แต่ก็ไม่ได้ลดการพักผ่อน แต่กลับช่วยทำให้การนอนของเรามีคุณภาพมากขึ้น และทำให้มีความทรงจำที่ดีขึ้นอีกด้วย

จากทฤษฎีการหลับฝันของซิกมันด์ ฟรอยด์ เชื่อว่าการฝันเกิดจากความต้องการส่วนหนึ่งที่ถูกกดไว้ เป็นสิ่งที่เราไม่สามารถทำได้ตอนที่ตื่นเลยมีการแสดงออกผ่านการฝันเพื่อชดเชยสิ่งที่ทำไม่ได้ หรืออาจเกิดจากเหตุการณ์ก่อนที่เราจะนอนหลับ ในขณะที่เราฝันจะรู้สึกคล้าย ๆ ตื่น หรือคับคล้ายคับคลาเหมือนกำลังตื่น และอาจจะจดจำสิ่งต่าง ๆ ไม่ได้ชัดเจนหรือเลือนลางระหว่างที่มีการฝัน

การหลับฝัน บ่งบอกถึงความผิดปกติของสุขภาพได้อย่างไร

การหลับฝันเป็นสัญญาณของการนอนหลับที่ดีบ่งบอกถึงสุขภาพของคุณได้ โดยผู้ใหญ่ควรมีการนอนหลับฝันให้ได้อย่างน้อย 20% ของการนอนหลับ เนื่องจากการหลับฝันจะเกิดขึ้นเฉพาะในช่วง REM Sleep ซึ่งเป็นช่วงการนอนหลับลึก โดยช่วงการนอนหลับลึกหรือ REM Sleep จะนานขึ้นเมื่อผ่านรอบการนอนหลับหลาย ๆ รอบ เพราะฉะนั้นเราจึงมีโอกาสที่จะฝันในช่วงใกล้เช้ามากกว่า

ดังนั้นหากคุณตื่นมาแล้วรู้สึกว่าไม่เคยฝันเลย แสดงว่าอาจจะมีบางอย่างไม่ปกติที่ทำให้คุณไม่สามารถหลับได้ลึก หรือนานพอ หรือหากตื่นมาแล้วเหงื่อแตก จำฝันได้ตลอด เป็นฝันที่รบกวนใจมาก อันนี้ก็อาจจะไม่ปกติเช่นกัน โดยการหลับฝันที่ปกติควรเป็นเราตื่นขึ้นมาก็รู้สึกเหมือนว่าเราได้ฝันไป แต่อาจจะจำไม่ได้ชัดเจน แต่ฝันไม่ได้ทำให้ไม่สบายใจ หรือรบกวนการนอนของเรา

การหลับฝัน แล้วตื่นขึ้นมาไม่สดชื่น ส่วนใหญ่ไม่เกี่ยวกับฝัน นอกจากฝันร้าย ซึ่งถ้าเกิดบ่อย ๆ ก็อาจหมายถึงความผิดปกติบางอย่างได้เช่นกัน โดยส่วนใหญ่แล้วฝันร้ายจะเกิดจากความเครียด และความวิตกกังวล เนื่องจากสมองที่จดจำความรู้สึกในช่วงที่เราตื่นจะถูกกระตุ้น เพราะฉะนั้นเราจึงต้องพยายามลดความเครียดประมาณ 1 ชั่วโมงก่อนนอน ด้วยการทำสิ่งที่ทำให้เราผ่อนคลาย เช่นฟังเพลง ฟังธรรมะ อ่านหนังสือ แต่ไม่ควรเปิดไฟสว่างทั้งห้อง ควรเป็นไฟสลัว ๆ หรือแค่โคมไฟส่องลงหนังสือก็พอ เพื่อลดความวิตกกังวล ที่อาจจะทำให้ฝันไม่ดี หรือฝันร้ายได้

  • นอนหลับฝันแล้วสะดุ้งตื่นขึ้นมาเพราะฝันร้าย อาจเป็นโรคความผิดปกติจากการนอนหลับ
  • การหลับฝันที่รบกวนการนอน ทำให้หลับ ๆ ตื่น ๆ ทั้งคืนหรือนอนไม่หลับ
  • การนอนฝันร้ายบ่อยๆ เป็นการนอนหลับฝันที่เกิดเครียดหรือวิตกกังวล
  • ฝันถึงเหตุการณ์ที่รุนแรงหรือเหตุการณ์ที่เคยกระทบกระเทือนจิตใจมาก่อน บ่งบอกว่าคุณอาจมีสภาวะป่วยทางจิตใจ
  • มีการออกท่าทางหรือมีพฤติกรรมที่ผิดปกติในขณะนอนหลับฝัน

วิธีแก้ปัญหาการหลับฝันร้ายหรือฝันที่ส่งผลต่อสภาพจิตใจ

หากคุณมีอาการนอนไม่หลับหรือกลัวการนอนหลับ เพราะการฝันที่ทำให้รู้สึกไม่ดี วิธีแก้ที่อาจช่วยให้ฝันร้ายลดลง ได้แก่:

  • สร้างบรรยากาศห้องนอนที่เหมาะสมมีความเงียบสงบ
  • อุณหภูมิในห้องนอนควรมีความเหมาะสม ต้องไม่ร้อนไปหรือเย็นเกินไป
  • หากต้องการนอนหลับควรนอนบนที่นอนเท่านั้น หลีกเลี่ยงการนอนหลับหลับบนเก้าอี้หรือโซฟา เพราะจะทำให้นอนหลับไม่สบายเป็นสาเหตุทำให้ฝันร้ายได้
  • การทำ Script Technique คือ การเขียนสิ่งที่อยากเปลี่ยนแปลงในความฝัน แล้วอ่านทบทวนก่อนนอนเพื่อให้ฝันร้ายเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น
  • กำจัดเรื่องที่กังวลออกจากสมอง ก่อนนอน 30 – 60 นาที เช่น การทำสมาธิ การอ่านหนังสือ หรือการฟังเพลงที่ชอบแบบไม่มีเนื้อร้อง
  • ไปพบแพทย์เฉพาะทางเพื่อรับการรักษา

หากคุณมีการหลับฝันในช่วง REM Sleep นานขึ้น จะช่วยให้ร่างกายพักผ่อนทำให้หลับสบายและผ่อนคลายมากขึ้น ยิ่งเป็นการนอนหลับฝันที่ไม่ทำให้สะดุ้งตื่นในตอนกลางคืนเลย ก็จะยิ่งเป็นการนอนหลับที่ดีมีคุณภาพ
รู้อย่างนี้แล้ว ไปเตรียมพร้อมเพื่อการหลับฝันที่ดีกันนะคะ